*คำเตือน บทสัมภาษณ์นี้อาจทำให้น้ำตาร่วงได้นะคะ ดราม่าพอสมควรเลยทีเดียว และยาวมากๆ*
 
คาโต้ ชิเงอากิ
บทสัมภาษณ์ความยาว 10000 ตัวอักษร
ช่วงเวลาที่ถูกเปิดเผย ~ สมัยยังเป็นจูเนียร์ของผม ~
 
- ตอนยังเด็กคุณเป็นเด็กประเภทไหน
ผมว่าคงเป็นเด็กที่โดดเดี่ยวเดียวดาย
 
- หมายความว่ายังไง
พ่อผมเป็นคนที่เข้มงวดมาก ผมเป็นลูกคนเดียวแต่เพื่อให้ผมพึ่งพาตัวเองได้ พ่อก็เลยให้นอนคนเดียวตั้งแต่ผมอยู่อนุบาล ผมเกลียดช่วงที่ต้องนอนคนเดียวมาก ผมนอนไม่หลับเลย แต่พอพยายามจะไปห้องพ่อแม่ พ่อก็จะให้กลับมา บอกว่า "ออกไป!" แต่พ่อผมกรนบ่อย เวลาได้ยินเสียงก็แสดงว่าพ่อหลับแล้ว ผมก็เลยเบียดตัวเองไปนอนข้างฟุตงของแม่เงียบๆ (หัวเราะ)
 
- ความทรงจำที่เก่าที่สุดของคุณคืออะไร
ผมว่าช่วงที่โดนแกล้งเนี่ยล่ะ ตอนอยุ่อนุบาลมีเด็กคนนึงที่เหมือนไจแอนท์ตัวจริงมากๆ เขาตัวใหญ่แถมไม่มีฟันอีกต่างหาก แล้วก็คอยรังแกผม
 
- โดนแกล้งอย่างนี้ไปจนเรียนประถมเลยหรือ
พอเข้าประถมก็ย้ายบ้านจากที่ฮิโรชิมาไปโอซากาครับ แต่ผมก็ยังมีแผลในใจเพราะโดนแกล้งอยู่ ก็เลยเริ่มไปเรียนโชรินจิ เคมโป (Shorinji Kempo - กีฬาต่อสู้ มีที่มาจากกังฟูของวัดเส้าหลิน) ตอนเด็กผมคิดว่าถ้าเกิดไม่หาอะไรมาหลอกคนอื่นไว้ก่อนผมก็จะโดนแกล้งอีก
 
- แล้วโชรินจิก็เปลี่ยนได้จริงๆ หรือ
ครับ ผมไม่โดนแกล้งแล้ว พอตอนนี้มานั่งคิด ยังไงๆ ตอนนั้นผมก็แค่หลอกคนอื่น สปิริตของผมก็ยังอ่อนแออยู่ดี ยิ่งกว่านั้นอาจจะเป็นเพราะผมเป็นลูกคนเดียว แล้วทั้งพ่อทั้งแม่ก็ทำงานกันทั้งคู่ ก็เลยเข้ากับคนอื่นไม่เก่ง ผมเป็นเด็กที่ประหลาด
 
- เด็กประหลาดหรือ
ตอนที่ผมอยู่ ป.2 เพื่อนคนอื่นทุกคนในห้องเมินผมกันหมดเลย มีครั้งนึงที่แอบไปถามเพื่อนคนนึงว่าทำไม แล้วเขาก็ตอบว่า "เพราะนายทำแต่สิ่งที่ทำให้คนอื่นเขาเกลียด" ผมรู้ดีว่าผมปากเสีย แต่ก็แค่เอาไว้หลอกเท่านั้นแหละ ผมกลัวที่จะถูกเกลียดแต่พร้อมกันนั้นผมก็กลัวที่จะโดนมองว่าอ่อนแอมากกว่าเสียอีก ผมไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าการที่ผมหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองโดนแกล้งจะกลับกลายเป็นทำให้ผมเป็นคนแกล้งคนอื่นเขา เป็นสิ่งที่ทำให้ผมช็อคมาก
 
- เรื่องยังงั้นก็เกิดขึ้นได้นะ...
พอมาถึงตอนนี้ผมเสียใจมาก ผมสื่อสารกับคนอื่นได้แย่มาก ไม่เคยแสดงความรู้สึกที่แท้จริงเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่มีปฏิกิริยาในตอนนั้นทันที ผมจะมารู้สึกตัวเฉพาะตอนที่อยู่คนเดียว อย่างเช่น "เอ๋? เรื่องตะกี้ทำให้ฉันโกรธสุดๆ!" ผมไม่รู้แม้แต่วิธีจะทะเลาะกับคนอื่น ผมจะจินตนาการการทะเลาะกันอยู่ในหัวระหว่างทางกลับบ้านคนเดียวอยู่ตลอด คุณรู้จักหนังเรื่อง "Taxi Driver" ไหม มันเหมือนกับตอนที่โรเบิร์ต เดอ นีโร อยู่หน้ากระจกแล้วก็เถียงกับตัวเองว่า "แกพูดกับฉันงั้นเรอะ" เลยล่ะ ผมมัวแต่คิดมากเกินไป ผมนี่เซ่อซ่าเสียจริง
 
- หลังจากนั้นก็ย้ายบ้านอีกครั้งใช่ไหม
ใช่แล้ว ตอนป.4 เราย้ายไปอยู่ที่โยโกฮามา ตอนที่แนะนำตัวเองในฐานะนักเรียนที่ย้านโรงเรียนมาใหม่ ผมพูดว่า "ผมชื่อคาโต้ ชิเงอากิ เรียกผมว่าชิเงะจังก็ได้นะครับ" เรียกตัวเองว่า "ชิเงะจัง" นี่ประหลาดมากใช่ไหมล่ะครับ แต่คำว่า "คาโต้" มันก็สั้นเกินไป และผมก็ไม่อยากให้ใครมาเรียกด้วยนามสกุลเฉยๆ เป็นเด็กที่น่ารำคาญนะครับเนี่ย (หัวเราะ)
 
- แน่นอน! (หัวเราะ)
ผมเอาแต่สะสมความผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยมีเพื่อนกับเขาจริงๆ แค่ช่วง ป.5-ป.6 เท่านั้นเอง ผมอยากทำอะไรสักอย่างให้ได้เป็นจุดศูนย์กลางของห้องแล้วก็ทำให้ตัวเองเด่นขึ้นมาบ้าง
 
- อย่างนี้นี่เอง
ในตอนนั้นผมอยากให้คนอื่นมองว่าผมเท่มากกว่าตอนนี้ซะอีก (หัวเราะ) ผมเริ่มสนใจแฟชั่นตอนที่อยู่ ม.1 พอมาคิดดูตอนนี้แล้วผมนี่ค่อนข้างแย่เลยล่ะ ผมกังวลว่าคนอื่นจะมองว่าผมเป็นยังไง และผมจะแสดงตัวเองให้คนอื่นเห็นยังไง ผมแต่งตัวเพื่อแสดงตัวเองได้ดีกว่าที่ตัวเองเป็นจริงๆ แต่ภายในแล้วผมเริ่มที่จะแสดงตัวตนแท้จริงออกมา ผมจืดจางมาก (หัวเราะ) เพราะความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่แย่ในอดีต แต่ในตอนนั้นผมก็ไม่อยากปลีกตัวเองออกจากสังคม ผมว่าผมเป็นคนที่โดดเดี่ยวมาก
 
- คุณสมัครเข้า JE ตอนอยู่ ป.4 ใช่ไหม
ใช่เลยครับ แม่ของผมช่วยหาที่อยู่ของบริษัทให้ แล้วก็บอกว่า "ลองส่งใบสมัครดูเถอะ!"
 
- สนใจวงการนี้บ้างไหม
ผมชอบสแมปครับ ตอนนั้นทากิซาวะคุงก็ดังเหมือนกัน ไอดอลทุกคนสมัยนั้นเท่กันมากครับ ผมชอบวางแผนอนาคตของตัวเองมาก จำได้ว่าตอนอยู่ประถมเคยพูดว่า "ตอนโตขึ้นผมอยากทำงานในวงการบันเทิงมากที่สุด" พูดถึงวงการบันเทิง ผมหมายถึงเป็นนักแสดง เป็นคนที่ทำได้ทุกอย่าง ทำรายการวาไรตี้ มีประสบการณ์หลายๆ อย่าง ผมเองก็รู้ตัวว่าเป็นคนที่ชอบลังเล ตัดสินใจอะไรแน่นอนไม่ได้ ก็เลยคิดว่าถ้าทำงานที่ทำอะไรแค่อย่างเดียวก็คงจะเบื่อ
 
- คุณก็เลยสมัครด้วยความตื่นเต้น...
อืมม...ตอนนั้นเป็นอะไรที่ "ฉันอยากจะทำมากไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตาม!" หรือไม่ก็คล้ายๆ "ถ้าได้เข้าไปก็ดีนะ.." แม่ผมก็ชอบสแมปเหมือนกัน เพื่อนของแม่ผมชอบโดโมโตะ โคอิจิคุง กับมัตสึโมโตะ จุนคุง ผมอยากเข้าไปเจอพวกเขา เลยเป็นเหตุผลที่ผมได้รับการสนับสนุนที่ดี (หัวเราะ)
 
- คุณผ่านการทดสอบรอบแรกแล้วก็การออดิชั่นด้วย...
ใช่ แต่ผมไม่ได้รับคำตอบอะไรเลยอยู่ประมาณหนึ่งปีครึ่งหลังจากสมัครไป
 
- นานเลยทีเดียวนะ!
พอมาคิดดูแล้ว รูปที่ผมแนบไปกับประวัติมันแทบจะดูไม่ได้ซะเลยล่ะ (หัวเราะ) เช้าวันนั้นแม่ผมปลุกผมขึ้นมาแบบรีบๆ แล้วจู่ๆ ก็ถ่ายรูปนั้นเลย ผมก็แต่งตัวแล้วก็จัดทรงผมแบบลวกๆ ผมน่าจะดูดีกว่ารูปนั้นเยอะ นั่นแหละคงเป็นเหตุผลที่เขาไม่เรียกผมมานานกว่าหนึ่งปี (หัวเราะ)
 
- ฮ่าฮ่าฮ่า!
ยิ่งกว่านั้น ตอนที่บอกเพื่อนว่าผมส่งใบสมัครไปแล้ว เพื่อนๆ ก็บอกให้ผมใจเย็น แล้วบอกประมาณว่า "นายคิดจริงๆ เหรอว่านายจะเข้าจอห์นนี่ได้น่ะ?!"
 
- คุณไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนร่วมห้องหรือ
ไม่เลยครับ ผมไม่เป็นที่ชื่นชอบอะไรใดๆ เลย คงเพราะผมเอื่อยเฉื่อยมากเวลาเล่นกีฬา (หัวเราะ)
 
- ตอนที่ได้รับแจ้งเรื่องนั้นหลังเวลาผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง ตกใจไหม
ผมลืมเรื่องนั้นไปแล้วเรียบร้อย ผมเลยเป็นแบบ "หา? จริงเหรอเนี่ย?!"

- ตอนออดิชั่นเป็นยังไงบ้าง
ผมออดิชั่นที่สตูดิโอที่ชิบุย่าครับ ตอนที่เดินออกจากรถไฟผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวเลย "อ้อ ที่นี่คือชิบุย่านี่เอง" ผมเต้นไม่ได้เลย ทำอะไรไม่ได้เลย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราจะต้องโชว์ความสามารถพิเศษ มีเด็กหลายคนที่สามารถตีลังกากลับหลังได้ หรือเล่นเบสบอลได้ ส่วนตัวผมกลับไม่มีอะไรน่าดึงดูดเลย มีเด็กที่มาออดิชั่น 50 คน สุดท้ายผมกับเด็กอีกคนหนึ่งก็ถูกเรียก ผมก็รู้สึกว่า "เอ๋?" ผมไม่มีแม้แต่เวลาจะดีใจ ผมแปลกใจแล้วก็งงมากกว่า

- แล้วคุณก็กลายเป็นจูเนียร์...
ตอนนี้ผมคงพูดเรื่องนี้ได้แล้วล่ะ ก่อนที่จะออดิชั่นแม่ผมให้อ่านแมกกาซีน แล้วเพราะแมกกาซีนนั่นทำให้ผมรู้ว่าเด็กที่เปลี่ยนพฤติกรรมเวลาคุยกับเจ้านายจะสอบตก (หัวเราะ)

- คุณนี่ตัวเก็บข้อมูลเลยนี่นา! (หัวเราะ)
ใช่ครับ พอเจ้านายมาทักทายผม ผมก็คิดว่า "เนี่ยแหละเขาแน่ๆ!" แล้วก็ประหม่ามาก แต่ยังไงผมก็พยายามที่สุดที่จะไม่แสดงว่าท่าทางของผมเปลี่ยนไป (หัวเราะ) เพราะมาคิดดูตอนนี้แล้ว อาจจะไม่ใช่ว่า คุณผ่านออดิชั่นหรือไม่ คงเป็นแค่เพราะเด็กที่ทำเป็นประจบต่อหน้าเจ้านายจะไม่เป็นที่ถูกใจมากกว่า

- ทุกอย่างเป็นยังไงบ้างหลังจากได้เป็นจูเนียร์แล้ว
หลังจากนั้น 1 เดือน ผมถูกส่งไปทำงานที่โอกินาวา แล้วพอผ่านไป 3 เดือนก็ได้ไปฮาวาย หลังจากนั้นครึ่งปีเขาก็ให้ผมจับไมโครโฟนครับ

- เป็นอาชีพที่น่าตื่นตาตื่นใจเนอะ!
เป็นอาชีพชั้นยอดครับ (หัวเราะ) (ปล. ชิเงะใช้คำว่า elite) ยังไงก็เถอะ ผมรู้ว่ามีหลายอย่างที่ผมก็ยังทำไม่ได้ เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงรู้สึกกลัวอยู่ตลอด หัวใจเต้นโครมๆ ตลอดเวลา ผมดูรายการที่ตัวเองไปออกตลอดและก็คิดอย่างไร้อารมณ์ คิดถึงสิ่งที่ผมทำได้ ผมทำทุกอย่างได้แย่ไปหมด ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ร้องเพลงก็ไม่ได้ เต้นก็ไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นตำแหน่งของผมในเหล่าจูเนียร์ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ผมได้งานมากขึ้นๆ สนิทกับเพื่อนที่อายุเท่ากัน แต่แน่นอนว่ากับพวกรุ่นพี่แล้ว ก็มีบางคนที่บอกว่าผมไม่เคารพพวกเขาสักเท่