[Trans] Kato Shigeaki "10000 characters long interview" ~ Myojo 2011.11
posted on 01 Oct 2011 15:36 by temassu in Trans*คำเตือน บทสัมภาษณ์นี้อาจทำให้น้ำตาร่วงได้นะคะ ดราม่าพอสมควรเลยทีเดียว และยาวมากๆ*
คาโต้ ชิเงอากิ
บทสัมภาษณ์ความยาว 10000 ตัวอักษร
ช่วงเวลาที่ถูกเปิดเผย ~ สมัยยังเป็นจูเนียร์ของผม ~
- ตอนยังเด็กคุณเป็นเด็กประเภทไหน
ผมว่าคงเป็นเด็กที่โดดเดี่ยวเดียวดาย
- หมายความว่ายังไง
พ่อผมเป็นคนที่เข้มงวดมาก ผมเป็นลูกคนเดียวแต่เพื่อให้ผมพึ่งพาตัวเองได้ พ่อก็เลยให้นอนคนเดียวตั้งแต่ผมอยู่อนุบาล ผมเกลียดช่วงที่ต้องนอนคนเดียวมาก ผมนอนไม่หลับเลย แต่พอพยายามจะไปห้องพ่อแม่ พ่อก็จะให้กลับมา บอกว่า "ออกไป!" แต่พ่อผมกรนบ่อย เวลาได้ยินเสียงก็แสดงว่าพ่อหลับแล้ว ผมก็เลยเบียดตัวเองไปนอนข้างฟุตงของแม่เงียบๆ (หัวเราะ)
- ความทรงจำที่เก่าที่สุดของคุณคืออะไร
ผมว่าช่วงที่โดนแกล้งเนี่ยล่ะ ตอนอยุ่อนุบาลมีเด็กคนนึงที่เหมือนไจแอนท์ตัวจริงมากๆ เขาตัวใหญ่แถมไม่มีฟันอีกต่างหาก แล้วก็คอยรังแกผม
- โดนแกล้งอย่างนี้ไปจนเรียนประถมเลยหรือ
พอเข้าประถมก็ย้ายบ้านจากที่ฮิโรชิมาไปโอซากาครับ แต่ผมก็ยังมีแผลในใจเพราะโดนแกล้งอยู่ ก็เลยเริ่มไปเรียนโชรินจิ เคมโป (Shorinji Kempo - กีฬาต่อสู้ มีที่มาจากกังฟูของวัดเส้าหลิน) ตอนเด็กผมคิดว่าถ้าเกิดไม่หาอะไรมาหลอกคนอื่นไว้ก่อนผมก็จะโดนแกล้งอีก
- แล้วโชรินจิก็เปลี่ยนได้จริงๆ หรือ
ครับ ผมไม่โดนแกล้งแล้ว พอตอนนี้มานั่งคิด ยังไงๆ ตอนนั้นผมก็แค่หลอกคนอื่น สปิริตของผมก็ยังอ่อนแออยู่ดี ยิ่งกว่านั้นอาจจะเป็นเพราะผมเป็นลูกคนเดียว แล้วทั้งพ่อทั้งแม่ก็ทำงานกันทั้งคู่ ก็เลยเข้ากับคนอื่นไม่เก่ง ผมเป็นเด็กที่ประหลาด
- เด็กประหลาดหรือ
ตอนที่ผมอยู่ ป.2 เพื่อนคนอื่นทุกคนในห้องเมินผมกันหมดเลย มีครั้งนึงที่แอบไปถามเพื่อนคนนึงว่าทำไม แล้วเขาก็ตอบว่า "เพราะนายทำแต่สิ่งที่ทำให้คนอื่นเขาเกลียด" ผมรู้ดีว่าผมปากเสีย แต่ก็แค่เอาไว้หลอกเท่านั้นแหละ ผมกลัวที่จะถูกเกลียดแต่พร้อมกันนั้นผมก็กลัวที่จะโดนมองว่าอ่อนแอมากกว่าเสียอีก ผมไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าการที่ผมหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองโดนแกล้งจะกลับกลายเป็นทำให้ผมเป็นคนแกล้งคนอื่นเขา เป็นสิ่งที่ทำให้ผมช็อคมาก
- เรื่องยังงั้นก็เกิดขึ้นได้นะ...
พอมาถึงตอนนี้ผมเสียใจมาก ผมสื่อสารกับคนอื่นได้แย่มาก ไม่เคยแสดงความรู้สึกที่แท้จริงเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่มีปฏิกิริยาในตอนนั้นทันที ผมจะมารู้สึกตัวเฉพาะตอนที่อยู่คนเดียว อย่างเช่น "เอ๋? เรื่องตะกี้ทำให้ฉันโกรธสุดๆ!" ผมไม่รู้แม้แต่วิธีจะทะเลาะกับคนอื่น ผมจะจินตนาการการทะเลาะกันอยู่ในหัวระหว่างทางกลับบ้านคนเดียวอยู่ตลอด คุณรู้จักหนังเรื่อง "Taxi Driver" ไหม มันเหมือนกับตอนที่โรเบิร์ต เดอ นีโร อยู่หน้ากระจกแล้วก็เถียงกับตัวเองว่า "แกพูดกับฉันงั้นเรอะ" เลยล่ะ ผมมัวแต่คิดมากเกินไป ผมนี่เซ่อซ่าเสียจริง
- หลังจากนั้นก็ย้ายบ้านอีกครั้งใช่ไหม
ใช่แล้ว ตอนป.4 เราย้ายไปอยู่ที่โยโกฮามา ตอนที่แนะนำตัวเองในฐานะนักเรียนที่ย้านโรงเรียนมาใหม่ ผมพูดว่า "ผมชื่อคาโต้ ชิเงอากิ เรียกผมว่าชิเงะจังก็ได้นะครับ" เรียกตัวเองว่า "ชิเงะจัง" นี่ประหลาดมากใช่ไหมล่ะครับ แต่คำว่า "คาโต้" มันก็สั้นเกินไป และผมก็ไม่อยากให้ใครมาเรียกด้วยนามสกุลเฉยๆ เป็นเด็กที่น่ารำคาญนะครับเนี่ย (หัวเราะ)
- แน่นอน! (หัวเราะ)
ผมเอาแต่สะสมความผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยมีเพื่อนกับเขาจริงๆ แค่ช่วง ป.5-ป.6 เท่านั้นเอง ผมอยากทำอะไรสักอย่างให้ได้เป็นจุดศูนย์กลางของห้องแล้วก็ทำให้ตัวเองเด่นขึ้นมาบ้าง
ผมเอาแต่สะสมความผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยมีเพื่อนกับเขาจริงๆ แค่ช่วง ป.5-ป.6 เท่านั้นเอง ผมอยากทำอะไรสักอย่างให้ได้เป็นจุดศูนย์กลางของห้องแล้วก็ทำให้ตัวเองเด่นขึ้นมาบ้าง
- อย่างนี้นี่เอง
ในตอนนั้นผมอยากให้คนอื่นมองว่าผมเท่มากกว่าตอนนี้ซะอีก (หัวเราะ) ผมเริ่มสนใจแฟชั่นตอนที่อยู่ ม.1 พอมาคิดดูตอนนี้แล้วผมนี่ค่อนข้างแย่เลยล่ะ ผมกังวลว่าคนอื่นจะมองว่าผมเป็นยังไง และผมจะแสดงตัวเองให้คนอื่นเห็นยังไง ผมแต่งตัวเพื่อแสดงตัวเองได้ดีกว่าที่ตัวเองเป็นจริงๆ แต่ภายในแล้วผมเริ่มที่จะแสดงตัวตนแท้จริงออกมา ผมจืดจางมาก (หัวเราะ) เพราะความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่แย่ในอดีต แต่ในตอนนั้นผมก็ไม่อยากปลีกตัวเองออกจากสังคม ผมว่าผมเป็นคนที่โดดเดี่ยวมาก
ในตอนนั้นผมอยากให้คนอื่นมองว่าผมเท่มากกว่าตอนนี้ซะอีก (หัวเราะ) ผมเริ่มสนใจแฟชั่นตอนที่อยู่ ม.1 พอมาคิดดูตอนนี้แล้วผมนี่ค่อนข้างแย่เลยล่ะ ผมกังวลว่าคนอื่นจะมองว่าผมเป็นยังไง และผมจะแสดงตัวเองให้คนอื่นเห็นยังไง ผมแต่งตัวเพื่อแสดงตัวเองได้ดีกว่าที่ตัวเองเป็นจริงๆ แต่ภายในแล้วผมเริ่มที่จะแสดงตัวตนแท้จริงออกมา ผมจืดจางมาก (หัวเราะ) เพราะความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่แย่ในอดีต แต่ในตอนนั้นผมก็ไม่อยากปลีกตัวเองออกจากสังคม ผมว่าผมเป็นคนที่โดดเดี่ยวมาก
- คุณสมัครเข้า JE ตอนอยู่ ป.4 ใช่ไหม
ใช่เลยครับ แม่ของผมช่วยหาที่อยู่ของบริษัทให้ แล้วก็บอกว่า "ลองส่งใบสมัครดูเถอะ!"
ใช่เลยครับ แม่ของผมช่วยหาที่อยู่ของบริษัทให้ แล้วก็บอกว่า "ลองส่งใบสมัครดูเถอะ!"
- สนใจวงการนี้บ้างไหม
ผมชอบสแมปครับ ตอนนั้นทากิซาวะคุงก็ดังเหมือนกัน ไอดอลทุกคนสมัยนั้นเท่กันมากครับ ผมชอบวางแผนอนาคตของตัวเองมาก จำได้ว่าตอนอยู่ประถมเคยพูดว่า "ตอนโตขึ้นผมอยากทำงานในวงการบันเทิงมากที่สุด" พูดถึงวงการบันเทิง ผมหมายถึงเป็นนักแสดง เป็นคนที่ทำได้ทุกอย่าง ทำรายการวาไรตี้ มีประสบการณ์หลายๆ อย่าง ผมเองก็รู้ตัวว่าเป็นคนที่ชอบลังเล ตัดสินใจอะไรแน่นอนไม่ได้ ก็เลยคิดว่าถ้าทำงานที่ทำอะไรแค่อย่างเดียวก็คงจะเบื่อ
ผมชอบสแมปครับ ตอนนั้นทากิซาวะคุงก็ดังเหมือนกัน ไอดอลทุกคนสมัยนั้นเท่กันมากครับ ผมชอบวางแผนอนาคตของตัวเองมาก จำได้ว่าตอนอยู่ประถมเคยพูดว่า "ตอนโตขึ้นผมอยากทำงานในวงการบันเทิงมากที่สุด" พูดถึงวงการบันเทิง ผมหมายถึงเป็นนักแสดง เป็นคนที่ทำได้ทุกอย่าง ทำรายการวาไรตี้ มีประสบการณ์หลายๆ อย่าง ผมเองก็รู้ตัวว่าเป็นคนที่ชอบลังเล ตัดสินใจอะไรแน่นอนไม่ได้ ก็เลยคิดว่าถ้าทำงานที่ทำอะไรแค่อย่างเดียวก็คงจะเบื่อ
- คุณก็เลยสมัครด้วยความตื่นเต้น...
อืมม...ตอนนั้นเป็นอะไรที่ "ฉันอยากจะทำมากไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตาม!" หรือไม่ก็คล้ายๆ "ถ้าได้เข้าไปก็ดีนะ.." แม่ผมก็ชอบสแมปเหมือนกัน เพื่อนของแม่ผมชอบโดโมโตะ โคอิจิคุง กับมัตสึโมโตะ จุนคุง ผมอยากเข้าไปเจอพวกเขา เลยเป็นเหตุผลที่ผมได้รับการสนับสนุนที่ดี (หัวเราะ)
- คุณผ่านการทดสอบรอบแรกแล้วก็การออดิชั่นด้วย...
ใช่ แต่ผมไม่ได้รับคำตอบอะไรเลยอยู่ประมาณหนึ่งปีครึ่งหลังจากสมัครไป
- นานเลยทีเดียวนะ!
พอมาคิดดูแล้ว รูปที่ผมแนบไปกับประวัติมันแทบจะดูไม่ได้ซะเลยล่ะ (หัวเราะ) เช้าวันนั้นแม่ผมปลุกผมขึ้นมาแบบรีบๆ แล้วจู่ๆ ก็ถ่ายรูปนั้นเลย ผมก็แต่งตัวแล้วก็จัดทรงผมแบบลวกๆ ผมน่าจะดูดีกว่ารูปนั้นเยอะ นั่นแหละคงเป็นเหตุผลที่เขาไม่เรียกผมมานานกว่าหนึ่งปี (หัวเราะ)
- ฮ่าฮ่าฮ่า!
ยิ่งกว่านั้น ตอนที่บอกเพื่อนว่าผมส่งใบสมัครไปแล้ว เพื่อนๆ ก็บอกให้ผมใจเย็น แล้วบอกประมาณว่า "นายคิดจริงๆ เหรอว่านายจะเข้าจอห์นนี่ได้น่ะ?!"
- คุณไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนร่วมห้องหรือ
ไม่เลยครับ ผมไม่เป็นที่ชื่นชอบอะไรใดๆ เลย คงเพราะผมเอื่อยเฉื่อยมากเวลาเล่นกีฬา (หัวเราะ)
- ตอนที่ได้รับแจ้งเรื่องนั้นหลังเวลาผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง ตกใจไหม
ผมลืมเรื่องนั้นไปแล้วเรียบร้อย ผมเลยเป็นแบบ "หา? จริงเหรอเนี่ย?!"
- ตอนออดิชั่นเป็นยังไงบ้าง
ผมออดิชั่นที่สตูดิโอที่ชิบุย่าครับ ตอนที่เดินออกจากรถไฟผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักท่องเที่ยวเลย "อ้อ ที่นี่คือชิบุย่านี่เอง" ผมเต้นไม่ได้เลย ทำอะไรไม่ได้เลย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราจะต้องโชว์ความสามารถพิเศษ มีเด็กหลายคนที่สามารถตีลังกากลับหลังได้ หรือเล่นเบสบอลได้ ส่วนตัวผมกลับไม่มีอะไรน่าดึงดูดเลย มีเด็กที่มาออดิชั่น 50 คน สุดท้ายผมกับเด็กอีกคนหนึ่งก็ถูกเรียก ผมก็รู้สึกว่า "เอ๋?" ผมไม่มีแม้แต่เวลาจะดีใจ ผมแปลกใจแล้วก็งงมากกว่า
- แล้วคุณก็กลายเป็นจูเนียร์...
ตอนนี้ผมคงพูดเรื่องนี้ได้แล้วล่ะ ก่อนที่จะออดิชั่นแม่ผมให้อ่านแมกกาซีน แล้วเพราะแมกกาซีนนั่นทำให้ผมรู้ว่าเด็กที่เปลี่ยนพฤติกรรมเวลาคุยกับเจ้านายจะสอบตก (หัวเราะ)
- คุณนี่ตัวเก็บข้อมูลเลยนี่นา! (หัวเราะ)
ใช่ครับ พอเจ้านายมาทักทายผม ผมก็คิดว่า "เนี่ยแหละเขาแน่ๆ!" แล้วก็ประหม่ามาก แต่ยังไงผมก็พยายามที่สุดที่จะไม่แสดงว่าท่าทางของผมเปลี่ยนไป (หัวเราะ) เพราะมาคิดดูตอนนี้แล้ว อาจจะไม่ใช่ว่า คุณผ่านออดิชั่นหรือไม่ คงเป็นแค่เพราะเด็กที่ทำเป็นประจบต่อหน้าเจ้านายจะไม่เป็นที่ถูกใจมากกว่า
- ทุกอย่างเป็นยังไงบ้างหลังจากได้เป็นจูเนียร์แล้ว
หลังจากนั้น 1 เดือน ผมถูกส่งไปทำงานที่โอกินาวา แล้วพอผ่านไป 3 เดือนก็ได้ไปฮาวาย หลังจากนั้นครึ่งปีเขาก็ให้ผมจับไมโครโฟนครับ
- เป็นอาชีพที่น่าตื่นตาตื่นใจเนอะ!
เป็นอาชีพชั้นยอดครับ (หัวเราะ) (ปล. ชิเงะใช้คำว่า elite) ยังไงก็เถอะ ผมรู้ว่ามีหลายอย่างที่ผมก็ยังทำไม่ได้ เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงรู้สึกกลัวอยู่ตลอด หัวใจเต้นโครมๆ ตลอดเวลา ผมดูรายการที่ตัวเองไปออกตลอดและก็คิดอย่างไร้อารมณ์ คิดถึงสิ่งที่ผมทำได้ ผมทำทุกอย่างได้แย่ไปหมด ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ร้องเพลงก็ไม่ได้ เต้นก็ไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นตำแหน่งของผมในเหล่าจูเนียร์ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ผมได้งานมากขึ้นๆ สนิทกับเพื่อนที่อายุเท่ากัน แต่แน่นอนว่ากับพวกรุ่นพี่แล้ว ก็มีบางคนที่บอกว่าผมไม่เคารพพวกเขาสักเท่าไหร่
- แต่คุณก็มีความสัมพันธ์กับคนอื่นดีขึ้นใช่ไหมล่ะ
ใช่ ก็แค่ผมไม่ได้เป็นรุ่นน้องที่น่ารักเท่านั้น (หัวเราะ) พอผมได้มาอยู่ในจุดเดียวกับรุ่นพี่ของผม ผมก็รักรุ่นน้อง พวก Ya-Ya-Yah กับ Hey!Say!Jump มากเลยนะ ตอนที่ผมยังเป็นจูเนียร์ ผมไม่ได้ไร้เดียงสา แถมยังตัวสูงอีก ช่วงที่อยู่ ป.6 ชอบมีคนเข้าใจผิดว่าผมเป็นเด็ก ม.2 หรือ ม.3 อยู่เรื่อย (หัวเราะ) มีคนที่รุ่นราวคราวเดียวกันที่ได้รับความเอ็นดูอยู่หลายคน ผมก็อิจฉาเขา ผมรักและก็เคารพรุ่นพี่นะ แต่ไม่ได้แสดงออกไปตามนิสัยของผม ก็อยากให้มีคนมาทำดีกับผมบ้างนะ เศร้าจัง
- หลังจากนั้นคุณก็ต้องหยุดพักงานเพื่อไปสอบเข้า ใช่ไหม
ผมคิดอยู่นานครับ ผมยังเป็นเด็กอยู่ ผมคิดว่าคงไม่เป็นไรถ้าจะพักไปบ้าง ผมไม่ได้คิดว่าจะได้เดบิวต์ งานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนั้นไปอีกนานเท่าไหร่ ผมว่าถ้าผมอยากทำงานนี้ต่อหลังจากสอบเสร็จผมก็ยังทำได้อยู่ นอกจากนั้นผมเองก็ไปเรียนกวดวิชามาตั้งแต่ ป.1 เพื่อการสอบเข้าครั้งนี่ ผมไม่อยากจะทิ้งไป เพราะผมเองก็อยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ในตอนนั้นมีซากุไร โชคุง ที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ก่อนจะสอบก็มีคนแนะนำเขาให้รู้จักกับผม โชคุงตอนนั้นก็บอกประมาณว่า "อ้า สวัสดี!" (หัวเราะ)
- แล้วคุณก็สอบผ่านแล้วกลับมาทำงาน...
ผมโทรหาเจ้านายโดยตรงเลยครับ บอกว่า "ผมสอบผ่านแล้วครับ! ผมอยากกลับมาทำงานต่อ!" ตอนนี้ผมคงพูดอย่างนั้นไม่ออกแน่ๆ (หัวเราะ) เขาก็ตอบว่า "มีซ้อมแน่ะ มาสิ" ที่ห้องซ้อมเจ้านายก็เห็นผมแล้วบอกผมว่า "ดีแล้วที่เธอไม่ได้เปลี่ยนไป" แล้วอยู่ดีๆ เขาก็ให้บทกับผมในละครเรื่องหนึ่ง
- จากนั้นคุณก็เล่นละครเรื่อง "Sannen B gumi Kinpachi Sensei" ด้วย
ผมดีใจมาก ก่อนออดิชั่นผมทำงานผ่านไปด้วยดีจนทุกคนบอกว่า "เธอคงผ่านแน่ๆ" แต่ผมก็พยายามจะไม่ปักใจเชื่อจนเกินไป จะได้ไม่ผิดหวังมากถ้าเกิดไม่ผ่านขึ้นมา ถ้าผมเชื่อมั่นว่าจะผ่านมากเกินไปแต่กลับไม่ผ่าน ผมคงจะผิดหวังมาก
ผมดีใจมาก ก่อนออดิชั่นผมทำงานผ่านไปด้วยดีจนทุกคนบอกว่า "เธอคงผ่านแน่ๆ" แต่ผมก็พยายามจะไม่ปักใจเชื่อจนเกินไป จะได้ไม่ผิดหวังมากถ้าเกิดไม่ผ่านขึ้นมา ถ้าผมเชื่อมั่นว่าจะผ่านมากเกินไปแต่กลับไม่ผ่าน ผมคงจะผิดหวังมาก
- ระหว่างเล่นในคิมปาจิเป็นยังไงบ้าง
เห็นผลชัดเลยครับ พอไปไหนมาไหนก็มีคนจำได้ จนตอนนี้ก็ยังมีคนบอกว่า "เธอเคยเล่นคิมปาจินี่!" แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ผมรู้สึกมากที่สุดก็คือ ผมแสดงไม่ได้ คนเป็นเพราะตอนที่เข้าชั้นเรียนร้องเพลง มีเพื่อนคนนึงบอกผมว่า "เรื่องการแสดงของนายน่ะ...ฉันคิดว่าฉันน่าจะแสดงดีกว่านายนะ" ผมรู้ว่าเขาคงแกล้งเล่น แต่เป็นเพราะตัวผมเองก็รู้สึกอยู่แล้วว่าเล่นได้ไม่ดี มันก็เลยทำให้ผมหดหู่มาก อาชีพของผมเป็นอาชีพชั้นยอดแต่ผมกลับรู้สึกว่าผมทำได้ไม่เต็มที่เลย ผมคิดว่าทำยังไงผมก็คงไม่เก่งพอ
- คุณมีความขัดแย้งแบบนี้อยู่ในตัว...
ครับ แต่บนเวที...ตอนอยู่บนเวทีผมสนุกมาก ผมโน้มน้าวตัวเองแบบแปลกๆ ให้เชื่อว่าแม้จะใช้เวลากี่ปีก็ตาม วันหนึ่งผมจะแสดงเก่ง เต้นเก่ง แล้วก็ร้องเพลงเก่ง เหตุผลที่ผมไม่เก่งในขณะที่รุ่นพี่เก่งกันเป็นเพียงเพราะพวกเขาทำสิ่งเหล่านั้นมานานกว่า เวลาจะเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง
- แต่คุณก็คิดผิด
ผมคิดผิดมหันต์เลย ไม่ใช่เพราะผมคิดไปเอง ผมเพียงแค่หนีความจริงแล้วก็ปรารถนาจะให้ความจริงเป็นแบบนั้น ผมเพิ่งมารู้สึกตัวตอนก่อนเดบิวต์ มันไม่ใช่เพราะอายุเลย ผมหลอกตัวเองทั้งนั้น
- คุณคิดยังไงกับการเดบิวต์
ผมอยากเดบิวต์! มันเป็นเป้าหมายของผม แม้ในความจริงแล้วจะเป็นแค่การเริ่มต้นก็ตาม หลายๆ วงได้เดบิวต์ในช่วงแข่งวอลเลย์บอล ก่อนช่วงนั้นจูเนียร์หลายคนเลยตื่นเต้นมากที่จะคิดว่าใครจะได้เดบิวต์เป็นวงถัดไป
- ตอนที่ NEWS ถูกคัดเลือกตัว คุณอายุ 16 ปี
ครับ ผมเองก็อยากถูกเลือกอยู่แล้ว ผมกับโคยามะจะคุยกันเสมอว่า "อาจจะเป็นโอกาสของเรานะ" เราได้ออกรายการอย่างโชเนนคลับมานานกว่าจูเนียร์คนอื่นๆ แล้วก็ได้ถือไมโครโฟนด้วย ผมได้เต้นแบคให้ Kinki Kids ผมก็เดาได้ว่าตำแหน่งของผมคืออะไร
ครับ ผมเองก็อยากถูกเลือกอยู่แล้ว ผมกับโคยามะจะคุยกันเสมอว่า "อาจจะเป็นโอกาสของเรานะ" เราได้ออกรายการอย่างโชเนนคลับมานานกว่าจูเนียร์คนอื่นๆ แล้วก็ได้ถือไมโครโฟนด้วย ผมได้เต้นแบคให้ Kinki Kids ผมก็เดาได้ว่าตำแหน่งของผมคืออะไร
- รู้สึกยังไงบ้างที่ถูกเลือกจริงๆ
แน่นอน ผมต้องดีใจอยู่แล้ว แต่อีกใจผมก็รู้สึกว่าผมไม่มีคุณสมบัติพอ ผมคิดเรื่องต่างๆ นานาเช่น "ถ้าโทมะคุงไม่ได้รับเลือก จะแน่ใจได้ไงว่าฉันจะสมควรได้" แต่ตั้งแต่นั้นผมก็อยากจะพยายามให้ดีที่สุด ผมคิดว่าในเมื่อผมได้มีโอกาสเดบิวต์แล้วก็เท่ากับมีอนาคตแล้ว
แน่นอน ผมต้องดีใจอยู่แล้ว แต่อีกใจผมก็รู้สึกว่าผมไม่มีคุณสมบัติพอ ผมคิดเรื่องต่างๆ นานาเช่น "ถ้าโทมะคุงไม่ได้รับเลือก จะแน่ใจได้ไงว่าฉันจะสมควรได้" แต่ตั้งแต่นั้นผมก็อยากจะพยายามให้ดีที่สุด ผมคิดว่าในเมื่อผมได้มีโอกาสเดบิวต์แล้วก็เท่ากับมีอนาคตแล้ว
- เปลี่ยนความคิดไปได้ง่ายๆ เลยนะ ที่ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด
ก่อนที่จะเดบิวต์ ครูสอนเต้นก็บอกกับผมตรงๆ เลยว่า "เธอทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจนะ แต่ทักษะของเธอมันไม่พอ" ผมเลยตอบว่า "ผมจะอยู่นี่แล้วฝึกเองคนเดียวครับ" ตอนที่ผมเต้นอยู่คนเดียว ผมก็มองในกระจก เห็นยามาชิตะคุงกับคนอื่นๆ ซึ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วและกำลังจะกลับบ้าน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเวลาเลย ผมรู้สึกตัวจากใจจริงว่าทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับตัวผม ว่าผมพยายามมากหรือเปล่า ผมร้องไห้อยู่คนเดียวตอนกลับบ้าน
- ดังนั้น แม้คุณจะได้เดบิวต์แต่คุณก็ลำบากใจด้วยหรือ
ครับ แต่การได้เดบิวต์ทำให้ผมมีความสุขมากจนทำให้ความไม่สบายใจหายไป ผมเห็นอนาคตของผมอย่างชัดเจน แต่ที่สดใสนั้นไม่ใช่อนาคตของผม แต่เป็นอนาคตของคนอื่น
- หมายความว่ายังไง
ทุกคนมีบุคลิกของตัวเอง พวกเขามีเสน่ห์มากๆ เทโกชิมีประสบการณ์น้อยแล้วก็เต้นไม่ได้ แต่เขาร้องเพลงดีมาก ทุกคนต่างก็มีสีสันของตัวเอง
- แล้วคุณก็มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง
ถูกต้องครับ นอกจากนี้ตอนที่รวมตัวกันเป็น NEWS ครั้งแรก มีคนบอกบ่อยมากว่าเรา "มีคนเยอะเกินไป เลยทำให้บุคลิกของแต่ละคนโดดเด่นออกมายาก" และผมก็คิดว่าถ้าเขาจะเอาใครสักคนในวงออก ก็คงจะเป็นผม ผมฝืนตัวเองมาตลอด ผมคงทำสิ่งที่ผิดๆ มาตลอด ผมคิดว่าถ้าผมออกไป NEWS คงจะยิ่งใหญ่กว่านี้
- คุณคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือ
มันเป็นกลุ่มก้อนของปมในใจของผมครับ ผมทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากมัวแต่คิดว่า "ถูกแล้วหรือที่ฉันได้อยู่ใน NEWS" ผมคิดว่าผมจะลาออกจากวง แม้ว่าการไปจาก NEWS จะหมายความว่าผมยอมทิ้งวงการบันเทิงไปก็ตาม
มันเป็นกลุ่มก้อนของปมในใจของผมครับ ผมทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากมัวแต่คิดว่า "ถูกแล้วหรือที่ฉันได้อยู่ใน NEWS" ผมคิดว่าผมจะลาออกจากวง แม้ว่าการไปจาก NEWS จะหมายความว่าผมยอมทิ้งวงการบันเทิงไปก็ตาม
- แต่คุณก็ไม่ได้ทำ
ตอนแรกผมคิดว่าจะสู้ต่อ แต่...ตอนที่พวกเราเชียร์วอลเลย์บอล ผู้จัดการก็แบ่งกลุ่มเรา ในตารางแสดงมีช่วงเช้าด้วย การตื่นแต่เช้าตรู่มากเพื่อมาแสดงมันยากมาก ผมคิดว่าผมคงเป็นคนเริ่มได้เพราะทุกคนต่างก็อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากกันหมด แต่พอผมบอกผู้จัดการว่า "ผมจะมา" เขากลับตอบว่า "ไม่จำเป็นหรอก (หัวเราะ)" เขาคงล้อเล่น ผมเองก็หัวเราะด้วยแต่ผมเสียใจอยู่ในใจลึกๆ ผมไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่กับเรื่องที่เป็นภาระหนักกับทุกคน ผมรู้ว่าตัวเองคงไม่ได้ถูกเลือกอีกและผมคงไม่มีความรับผิดชอบอะไร ผมอดไม่ได้ที่จะคิดอยู่ตลอดว่า "พวกเขาไม่ต้องการฉันเลยหรือ" ผมมองสมาชิกคนอื่นร่าเริงกันหมดตอนที่ซ้อมแล้วบางครั้งผมก็หยุดน้ำตาตัวเองไม่ได้
ตอนแรกผมคิดว่าจะสู้ต่อ แต่...ตอนที่พวกเราเชียร์วอลเลย์บอล ผู้จัดการก็แบ่งกลุ่มเรา ในตารางแสดงมีช่วงเช้าด้วย การตื่นแต่เช้าตรู่มากเพื่อมาแสดงมันยากมาก ผมคิดว่าผมคงเป็นคนเริ่มได้เพราะทุกคนต่างก็อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากกันหมด แต่พอผมบอกผู้จัดการว่า "ผมจะมา" เขากลับตอบว่า "ไม่จำเป็นหรอก (หัวเราะ)" เขาคงล้อเล่น ผมเองก็หัวเราะด้วยแต่ผมเสียใจอยู่ในใจลึกๆ ผมไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่กับเรื่องที่เป็นภาระหนักกับทุกคน ผมรู้ว่าตัวเองคงไม่ได้ถูกเลือกอีกและผมคงไม่มีความรับผิดชอบอะไร ผมอดไม่ได้ที่จะคิดอยู่ตลอดว่า "พวกเขาไม่ต้องการฉันเลยหรือ" ผมมองสมาชิกคนอื่นร่าเริงกันหมดตอนที่ซ้อมแล้วบางครั้งผมก็หยุดน้ำตาตัวเองไม่ได้
- คุณเคยคุยกับใครเรื่องที่กลุ้มใจบางไหม
ผมคุยกับใครไม่ได้ เพราะมันเป็นปัญหาของผมเอง ถ้าผมพูดก็คงกลายเป็นว่าผมเผยสิ่งที่แกล้งทำซึ่งปกปิดมาตลอด
ผมคุยกับใครไม่ได้ เพราะมันเป็นปัญหาของผมเอง ถ้าผมพูดก็คงกลายเป็นว่าผมเผยสิ่งที่แกล้งทำซึ่งปกปิดมาตลอด
- แล้วจากนั้นคุณทำยังไง
ผมว่าเรื่องนี้คงดูเหมือนว่าผมทำได้ง่ายๆ แน่เลย ผมไม่ค่อยอยากพูดนักแต่ว่า...แฟนๆ มีบทบาทมากเลยครับ ในช่วงนั้นผมอ่านจดหมายของแฟนๆ อ่านแล้วอ่านอีก จดหมายจากแฟนทุกฉบับเขียนด้วยลายมือที่สวย บนกระดาษน่ารักๆ ที่ซื้อเพื่อผมโดยเฉพาะ แถมบางคนยังติดสติกเกอร์น่ารักๆ มาด้วย พวกเขาบอกผมประมาณว่า "ฉันอ่านหนังสือนั้นเพราะคาโต้คุงบอกว่าชอบ" ผมเลยรู้สึกตัวอีกครั้งว่าจดหมายทั้งหมดนี้มันมหัศจรรย์แค่ไหน ผมไม่เคยเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความรู้สึกแบบจดหมายพวกนั้นมาก่อน ความคิดเหล่านั้นน่าประทับใจมาก ความคิดแบบนั้นล่ะครับที่ช่วยผมเอาไว้ แฟนๆ ทำให้ผมรู้สึกว่า "ถ้าฉันยอมแพ้ตอนนี้ ก็จะมีคนต้องเสียใจ" แม้กระทั่งตอนนี้ผมอาจจะมีคนสนับสนุนน้อยกว่าคนอื่นๆ ในวง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีสักคน ผมจะสู้ต่อไปเพื่อคนเหล่านั้น แม้จะมีจำนวนน้อยแค่ไหนก็ตาม แม้จะมีคนเพียงคนเดียวที่สนับสนุนผม ผมก็จะทำงานเพื่อเธอ ถ้าหากมีบางคนยังคิดถึงผม ผมก็จะคิดได้ว่าการที่ผมทำเพื่อเธอเป็นสิ่งที่ดี และผมก็จะสามารถก้าวต่อไปได้ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้เวลาที่ผมรู้สึกแย่ ผมก็ยังอ่านจดหมายจากแฟนเพลงอยู่
- อย่างนี้นี่เอง
จากนั้นผมก็พยายามฟังเสียงของความรู้สึกของตัวเองให้มากขึ้นอีกนิด ผมถามตัวเองว่า "ทำไมฉันถึงทำงานนี้มาจนถึงตอนนี้ ทำไมฉันถึงทำต่อทั้งที่คนอื่นคิดว่าฉันมันไม่ได้เรื่องแถมไม่มีประโยชน์"
จากนั้นผมก็พยายามฟังเสียงของความรู้สึกของตัวเองให้มากขึ้นอีกนิด ผมถามตัวเองว่า "ทำไมฉันถึงทำงานนี้มาจนถึงตอนนี้ ทำไมฉันถึงทำต่อทั้งที่คนอื่นคิดว่าฉันมันไม่ได้เรื่องแถมไม่มีประโยชน์"
- แล้วคุณได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองไหม
ครับ หัวใจผมตอบว่า "เพราะฉันอยากอยู่ที่นี่" ในที่สุดผมก็ระลึกได้ว่า "ผมยืนอยู่ตรงจุดนี้เพราะผมชอบ" ไม่ใช่เพราะคนอื่นๆ ผมทำสิ่งนี้เพราะผมอยากทำ
- ตอนที่ต้องหยุดพักงานในปี 2006 ตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง
ตอนนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่ผมเริ่มคิดว่าผมต้องพยายามให้มากกว่าเดิม ดังนั้นเลยเป็นอะไรที่เจ็บปวดมากจนเกินไป ตอนที่ข่าวออกไป พวกเราก็เตรียมตัวพร้อมกันบ้างแล้ว แต่พอพวกเรามารวมตัวที่สตูดิโอก็หวั่นวิตกกันมาก ผมร้องไห้ไม่ออก มัสสึร้องไห้ แต่ว่าความรู้สึกของผมมันเลวร้ายกว่าความเศร้า ในหัวของผมมีความคิดมากมายตีกันไปมาอย่างเช่น "ฉันจะทำยังไง แล้วจากนี้ไปจะเป็นยังไง" ไม่มีที่พอสำหรับความเศร้าเลย น้ำตาผมมันเหือดหายไป แล้วผมกับโคยามะก็ไปเจอกันที่ร้านกาแฟ เราพูดกันว่า "เป็นไปได้ยังไง..." แค่นั้น จากนั้นก็ได้แต่เงียบ
- ระหว่างที่โดนพักงานคุณคิดอะไรบ้าง
พูดตามตรง การได้ดู KAT-TUN เดบิวต์ แล้วก็เห็นงานของอาราชิ กับคันจานิในโทรทัศน์มันรู้สึกเจ็บปวดมาก
พูดตามตรง การได้ดู KAT-TUN เดบิวต์ แล้วก็เห็นงานของอาราชิ กับคันจานิในโทรทัศน์มันรู้สึกเจ็บปวดมาก
- NEWS ได้กลับมาทำงานอีกครั้งในคอนเสิร์ตเคาท์ดาวน์ คุณรู้เรื่องนั้นเมื่อไหร่
ประมาณหนึ่งอาทิตย์ก่อนคอนเสิร์ตครับ
- การได้กลับมาอยู่บนเวทีอีกครั้งหลังจากเวลานั้นเป็นยังไงบ้าง
ก่อนจะขึ้นเวที ผมกับโคยามะอยู่กันสองคนในห้องพัก เพราะยามาชิตะคุงมีโซโล่ของเขา นิชิกิโดคุงมีคันจานิ แล้วมัสสึกับเทโกชิก็มีเทโกะมัส ทั้งหมดขึ้นไปบนเวทีก่อนพวกเรา ผมกับโคยามะเลยคุยกันว่า "พวกเราไม่มีอะไรกันเลยเนอะ จริงมั้ย" ผมรู้ว่าผมไม่เก่งพอที่จะได้ทำงานโซโล่ แต่ความเป็นจริงก็เหมือนหมัดที่ชกหน้าผมจังๆ ผมรู้สึกอีกว่า NEWS สำคัญกับผมมากแค่ไหน ผมเชื่อมั่นในตัวตนของวงมากเกินไป แม้ในตอนที่เคาท์ดาวน์นั้นเราจะอยู่กระโดดกันสองคนในห้องพัก ระยะห่างระหว่างห้องพักกับเวทีก็แค่หนึ่งชั้น แต่จากตรงนั้นมันเหมือนกับว่าอยู่ไกลแสนไกล
- งั้นก็ไม่ได้มีแค่ความสุขในการกลับมา...
ใช่ครับ แต่ถึงอย่างนั้น วิวที่ผมเห็นจากเวทีในตอนนั้นเป็นสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต ลีดเดอร์วงโทคิโอะประกาศกับผู้ชมว่า "ทุกคนรอพวกเขาอยู่!" พอพวกเราขึ้นไปบนเวที เราเห็นคนเหล่านั้นถือพัดของ NEWS อยู่ ผมเห็นชื่อของตัวเองด้วย ไม่มีใครแน่ใจว่าพวกเราจะได้ขึ้นเวที ไม่อย่างนั้นก็คงมีบางคนที่มาแล้วก็เตรียมพัดไว้เพื่อพวกเรา มีคนรอพวกเรา ผมหน้าซีดไปเลยเพราะความสุข เสียงเชียร์ดังมากจนพวกเราไม่ค่อยได้ยินเสียงดนตรีของเพลงเลย ในหมู่ผู้ชมนั้นมีแฟนๆ ที่ร้องไห้ด้วย ผมร้องเพลงไปพลางคิดไปพลางว่า "ผมต่างหากที่อยากร้องไห้!"
- พอได้ผ่านการพักงานมาแล้วคุณก็เติบโตขึ้น
ครับ แต่ก็กลายเป็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงในทางกลับกัน
- อะไรหรือ
ผมพยายามเต็มที่ในการทำงาน แต่ผมกลับไม่มีงานของตัวเองเลย แน่นอนว่าพวกเราได้ออกซีดีแล้วก็ได้ไปแสดงในฐานะ NEWS ด้วย มันเป็นผลกระทบต่อเนื่องน่ะ (หัวเราะ) บางครั้งผมก็รู้สึกยินดีอย่างจริงใจบนความพยายามของคนอื่นๆ ในวงไม่ได้ แม้ผมจะเข้าใจว่างานเดี่ยวของทุกคนก็ทำเพื่อวง ยามาชิตะคุงกับนิชิกิโดคุงมีโซโล่แล้วก็ได้เล่นละคร เทโกชิกับมัสสึก็มีเทโกะมัส แถมเทโกชิก็ทำรายการ ItteQ ด้วย โคยามะก็พยายามเต็มที่กับรายการ News every แล้วทำไมผมถึงไม่มีอะไรให้พยายามบ้างล่ะ แต่ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงถึงจะได้งานใหม่บ้าง
- แทบจะตรงกันข้ามกับสมัยยังเป็นจูเนียร์เลยนะ
ใช่เลยครับ เวลา NEWS ได้มีไลฟ์ผมก็รู้สึกมีความสุขสุดๆ แต่พอช่วงที่มีไลฟ์จบลง ผมก็รู้สึกว่ารอบตัวผมมันว่างเปล่าเอามากๆ
- แล้วตอนนั้นคุณทำอะไร
ช่วงแรกๆ ผมก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากเที่ยวเล่นไปเรื่อย แต่ผมก็ยังคิดเรื่องทั้งหมดอยู่ในใจตลอด ก็เลยรู้สึกสนุกจากใจจริงไม่ได้อีกเลย
- แล้วคุณหยุดสถานการณ์แบบนี้ได้ยังไง
ผมคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก ผมอ่านหนังสือ จมอยู่กับสารคดี
- แล้วเจอคำตอบไหม
ไม่ครับ แต่มีครั้งนึงผมได้ดูรายการทีวีที่นิโนะมิยะคุงไปออก แล้วเขาก็พูดว่า "ผมเคยเป็นคนเดียวที่ไม่มีงานเดี่ยวเลย คนอื่นในวงทุกคนต่างพยายามกับอะไรสักอย่าง ผมก็กังวลมากว่ามีอะไรที่ผมจะทำได้บ้าง" ผมคิดว่าเขาก็เคยอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผมมาก่อน ตอนนั้นนิโนะมิยะคุงขอร้องทางจิมุโชเพื่อจะไปออดิชั่น แล้วเขาก็เลยได้ไปออดิชั่นให้หนังเรื่อง "Letters from Iwojima" แน่นอนอยู่แล้วว่านิโนะมิยะคุงน่ะแสดงเก่งมาก ผมสังเกตได้ แล้วเรื่องนี้ก็เลยทำให้ผมรู้สึกตัวว่า "คิดอย่างเดียวก็ย่อมเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ทำไปเลยสำคัญกว่า!"
- อย่างนี้นี่เอง
ผมเริ่มจะทำอะไรสักอย่างบ้าง ขั้นแรกผมก็ปรึกษากับคนที่มีอำนาจในจิมุโชก่อนครับ ผมรู้ว่าผมคงไม่ได้งานมาแบบง่ายๆ แน่นอนอยู่แล้ว แต่ผมก็พูดคุยเกี่ยวกับปัญหาของผมกับเขา
- แล้วเขาบอกอะไรคุณบ้าง
สิ่งที่โหดร้ายหลายอย่างครับ สิ่งที่แทงใจผมมากขึ้นก็คือตอนที่เขาถามผมว่า "เสน่ห์ของเธอคืออะไร"
- แล้วคุณตอบไปว่าอะไร
ผมตอบไม่ได้เลย ผมเข้าใจเลยว่าผมหยุดเพราะผมตอบคำถามนั้นไม่ได้ ผมคิดว่าทั้งชีวิตนี้ผมอาจจะตอบคำถามนั้นด้วยความมั่นใจไม่ได้ด้วยซ้ำ เป็นเพราะลักษณะนิสัยของผมเอง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกตัวได้ว่าผมจะต้องตามหา "เสน่ห์ของตัวเอง" ต่อไป
- เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่
เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วครับ หลังจากเรื่องพวกนั้นจางหายไปแล้วผมก็มาคิดว่า "ถ้าฉันไม่วิ่งเสียตอนนี้แล้วฉันจะทำอะไรได้" ผมรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ โลกใบนี้เปลี่ยนแปลงภายในเวลาสั้นๆ ไม่ได้แน่นอนอยู่แล้ว ผมก็เลยคิดว่าการเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก่อนก็ดีพอแล้ว ตัวอย่างเช่น ทุกเดือนผมจะดูหนังให้ได้ 10 เรื่องต่อเดือน ผมอยากทำสิ่งที่ผมสามารถทำได้ การทำอย่างนั้นทำให้ผมรู้สึกสนุกจากใจจริง ในอดีตผมไม่เคยจะสนุกกับการทำอะไรเลย ผมเอาแต่อิจฉาคนอื่นในสิ่งที่ผมไม่มี สิ่งที่ผมทำไม่ได้ หรือสิ่งที่ผมทำไม่เก่ง ตอนนี้ผมกำลังเตรียมตัวเพื่อจะสนุกกับอนาคตของตัวเอง ผมคิดว่าเมื่อเวลาของผมมาถึงผมจะสนุกไปกับมันได้มากที่สุด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนี้ผมถึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ที่จุดเริ่มต้น
- คุณทำไปเรื่อยๆ ทีละก้าว
ผมคิดมาตลอดว่าตัวเองไม่เก่งอะไรซักอย่าง ไม่ว่าจะยังไงผมมันก็ใช้ไม่ได้ ผมตัดสินใจว่าขั้นแรกต้องเริ่มชอบตัวเองก่อน ผมคิดขึ้นได้ว่าไม่ควรจะกดดันตัวเองด้วยตัวเอง
- คุณพยายามที่จะทำลายกำแพงอุปสรรคต่างๆ มาตลอดตั้งแต่ยังเป็นจูเนียร์จนกระทั่งถึงตอนนี้
สำหรับผมแล้ว ช่วงที่เป็นจูเนียร์นับว่าเป็นช่วงที่ผมเข้าใจผิดอย่างมาก ตอนนั้นผมพยายามเต็มที่ก็จริง แต่ว่ามันไม่พอ ถ้าคุณหวังพึ่งคนอื่นเพื่อจะยืนด้วยขาของตัวเอง คุณก็จะไม่มีวันทำอย่างนั้นได้ด้วยตัวเองเลย อาจจะมีคนที่ผ่านเรื่องต่างๆ ไปได้ด้วยโชคทั้งนั้นก็จริง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ถ้าหากพวกเขาไม่ทำให้เต็มที่ ถ้าไม่พยายามทำอะไรสักอย่าง เขาก็จะไม่ได้ผลอะไรเลย ถ้าคุณไม่รดน้ำตัวเองด้วยตัวคุณเองมันก็ไร้ประโยชน์ คนที่พูดตลอดว่า "สักวัน สักวันนึง" จะไม่มีวันได้ทำอะไรเลย
สำหรับผมแล้ว ช่วงที่เป็นจูเนียร์นับว่าเป็นช่วงที่ผมเข้าใจผิดอย่างมาก ตอนนั้นผมพยายามเต็มที่ก็จริง แต่ว่ามันไม่พอ ถ้าคุณหวังพึ่งคนอื่นเพื่อจะยืนด้วยขาของตัวเอง คุณก็จะไม่มีวันทำอย่างนั้นได้ด้วยตัวเองเลย อาจจะมีคนที่ผ่านเรื่องต่างๆ ไปได้ด้วยโชคทั้งนั้นก็จริง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ถ้าหากพวกเขาไม่ทำให้เต็มที่ ถ้าไม่พยายามทำอะไรสักอย่าง เขาก็จะไม่ได้ผลอะไรเลย ถ้าคุณไม่รดน้ำตัวเองด้วยตัวคุณเองมันก็ไร้ประโยชน์ คนที่พูดตลอดว่า "สักวัน สักวันนึง" จะไม่มีวันได้ทำอะไรเลย
- ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ผมยังคงคิดอยู่เหมือนเดิมว่าผมบังเอิญเข้าจิมุโชมาด้วยความผิดพลาด ผมไม่ได้รับคำตอบนับจากตอนสมัครมานานกว่าปีหนึ่งเสียอีก ผมว่าเขาคงจำคนผิดระหว่างผมกับใครสักคนแน่ๆ (หัวเราะ)
- จนตอนนี้คุณก็ยังคิดอย่างนั้นหรือ
ใช่สิครับ! แต่มันก็ทำให้ผมพยายามมาจนถึงตรงนี้ได้ด้วยเหมือนกัน ผมว่าทุกคนก็ล้วนมีวิธีของตัวเองในการทุ่มเททำอะไรสักอย่าง มีคนที่พยายามเต็มที่เพราะเขาอยากจะไปให้สูงขึ้น แต่ก็มีคนอื่นด้วยที่คิดว่า "ฉันอยากทำเต็มที่เพราะฉันมันไม่เก่ง" ผมก็เป็นคนพวกนี้แหละ ผมอยากทำให้เต็มที่เพื่อที่ผมจะรักตัวเองได้ พอผมพูดเรื่องนี้กับเทโกชิ ซึ่งเป็นคนที่บุคลิกตรงข้ามกับผมมาก แรงบันดาลใจของเขาคือ "ฉันต้องทำได้มากกว่านี้!" ผมว่าในค่ายเราก็เต็มไปด้วยคนแบบเขานี่แหละครับ พวกเขาเป็นพวกที่เท่ที่สุด ผมได้ลิ้มรสความผิดพลาดมามากเกินไป และก็สะสมปมในใจมามากเกินกว่าจะคิดแบบเขาได้ (หัวเราะ) แต่ยังไงๆ ผมก็จะก้าวเดินไปในวิธีที่ไม่ใช่ของตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว ผมเป็นพวก "ฉันมันไม่เก่งแต่ก็จะพยายามให้เต็มที่" ไม่ใช่เป็นความสวยงามของผู้แพ้หรอกนะครับ ผมแค่คิดว่าผมไม่ควรจะมองไกลเกินไป ผมควรจะค่อยๆ ไปทีละก้าวมากกว่า
- สุดท้ายนี้ บอกเป้าหมายในอนาคตของคุณให้เรารู้หน่อย
สำหรับตอนนี้ผมอยากจะก้าวต่อไปแบบไม่คิดอะไรมาก ผมเองยังคงไม่รู้ว่าผมจะทำอะไรได้หรือว่าจะทำให้ได้ดีได้ยังไง ในอดีตเวลาถูกถามเรื่องความฝันผมจะตอบอยู่เสมอว่า "ผมอยากเป็นชายแก่ที่เท่ แม้ผมจะมีอายุ 60 ปี" แต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่า "ชายแก่ที่เท่" คือผู้ชายที่ทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา ผู้ชายที่มีที่ให้วิ่ง มีอะไรให้ต้องสู้เพื่อสิ่งนั้นตลอดเวลา เป็นผู้ชายที่เท่ที่สุด ก็เลยทำให้ผมอยากวิ่งด้วยกำลังทั้งหมดที่มี และก็วิ่งต่อไปเรื่อยๆ ผมอยากเป็นผู้ชายที่มีที่ให้ต่อสู้อยู่เสมอ ไม่ว่าผมจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม
Credits: spilledmilk25@LJ

ค่ะ เจ้าของบล็อกอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษแล้วถึงกับช็อคนิดหน่อย
และก็น้ำตาร่วงค่ะ (หัวเราะ)
แต่เป็นบทสัมภาษณ์ที่จริงใจและจริงจังที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา
อดไม่ได้ที่จะขอเจ้าของมาแปลต่อ ให้คนที่ผ่านมาได้อ่านกัน
ทั้งหมดที่ชิเงะพูดมา ไม่ใช่แค่เพื่อตัวชิเงะเท่านั้น
แต่มันเป็นความจริงสำหรับคนทุกคนด้วยเหมือนกัน
และอีกอย่างที่รู้สึกได้ชัดเจนมากคือ
ชิเงะก็คนธรรมดาๆ ที่มีความอ่อนแอ มีความเข้มแข็งอยู่ในตัว
เหมือนกับพวกเราทุกคนนี่ล่ะ
และก็น้ำตาร่วงค่ะ (หัวเราะ)
แต่เป็นบทสัมภาษณ์ที่จริงใจและจริงจังที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา
อดไม่ได้ที่จะขอเจ้าของมาแปลต่อ ให้คนที่ผ่านมาได้อ่านกัน
ทั้งหมดที่ชิเงะพูดมา ไม่ใช่แค่เพื่อตัวชิเงะเท่านั้น
แต่มันเป็นความจริงสำหรับคนทุกคนด้วยเหมือนกัน
และอีกอย่างที่รู้สึกได้ชัดเจนมากคือ
ชิเงะก็คนธรรมดาๆ ที่มีความอ่อนแอ มีความเข้มแข็งอยู่ในตัว
เหมือนกับพวกเราทุกคนนี่ล่ะ
